เชค มุฮัมมัด อาลี ประดับญาติ

Blog บันทึกงานแปลและงานเขียน

นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์คุฏบะฮ์ที่ 160 ตอนที่ 1

1402
ตอนที่หนึ่ง

أَمْرُهُ قَضَاءٌ وَ حِكْمَةٌ، وَ رِضَاهُ أَمَانٌ وَ رَحْمَةٌ، يَقْضِي بِعِلْم، وَ يَعْفُو بِحِلْم.

اللّهُمَّ لَكَ الْحَمْدُ عَلَى ما تَأْخُذُ وَ تُعْطِي، وَ عَلَى مَا تُعَافِي وَ تَبْتَلِي؛ حَمْداً يَكُونُ أَرْضَى الْحَمْدِ لَكَ، وَ أَحَبَّ الْحَمْدِ إِلَيْكَ، وَ أَفْضَلَ الْحَمْدِ عِنْدَكَ. حَمْداً يَمْلاَُ مَا خَلَقْتَ، وَ يَبْلُغُ مَا أَرَدْتَ. حَمْداً لاَ يُحْجَبُ عَنْكَ، وَ لاَ يُقْصَرُ دُونَكَ. حَمْداً لاَ يَنْقَطِعُ عَدَدُهُ، وَ لاَ يَفْنَى مَدَدُهُ، فَلَسْنَا نَعْلَمُ كُنْهَ عَظَمَتِكَ إِلاَّ أَنَّا نَعْلَمُ أَنَّكَ «حَيٌّ قَيُّومٌ، لاَ تَأْخُذُكَ سِنَةٌ وَ لاَ نَوْمٌ». لَمْ يَنْتَهِ إِلَيْكَ نَظَرٌ، وَ لَمْ يُدْرِكْكَ بَصَرٌ. أَدْرَكْتَ الاَْبْصَارَ، وَ أَحْصَيْتَ الاَْعْمَالَ، وَ أَخَذْتَ (بِالنَّوَاصِي وَالاَْقْدَامِ). وَ مَا الَّذِي نَرَى مِنْ خَلْقِكَ، وَنَعْجَبُ لَهُ مِنْ قُدْرَتِكَ، وَ نَصِفُهُ مِنْ عَظِيمِ سُلْطَانِكَ، وَ مَا تَغَيَّبَ عَنَّا مِنْهُ، وَ قَصُرَتْ أَبْصَارُنَا عَنْهُ، وَانْتَهَتْ عُقُولُنَا دُونَهُ، وَ حَالَتْ سُتُورُ الْغُيُوبِ بَيْنَنَا وَ بَيْنَهُ أَعْظَمُ. فَمَنْ فَرَّغَ قَلْبَهُ، وَ أَعْمَلَ فِكْرَهُ، لِيَعْلَمَ كَيْفَ أَقَمْتَ عَرْشَكَ، وَ كَيْفَ ذَرَأْتَ خَلْقَكَ، وَ كَيْفَ عَلَّقْتَ فِي الْهَوَاءِ سَمَاوَاتِكَ، وَ كَيْفَ مَدَدْتَ عَلَى مَوْرِ الْمَاءِ أَرْضَكَ، رَجَعَ طَرْفُهُ حَسِيراً، وَ عَقْلُهُ مَبْهُوراً، وَ سَمْعُهُ وَالِهَاً، وَ فِكْرُهُ حَائِراً.

คำแปล
คำสั่งของพระองค์เด็ดขาดและมีวิทยปัญญา  ความพึงพอใจของพระองค์เป็นความปลอดภัยและความเมตตา พระองค์จะทรงตัดสินด้วยความรู้ พระองค์ให้อภัยด้วยความอดทนของพระองค์โอ้อัลลอฮ์ มวลการสรรเสริญทั้งหมดเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของพระองค์เท่านั้น ทุกอย่างที่มาจากพระองค์เป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องเชิดชูทั้งสิ้นไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่พระองค์จะเอากลับคืนหรือสิ่งที่พระองค์ประทานให้ไป  หรือไม่ว่าจะเป็นการที่พระองค์ทรงให้การเยียวยารักษา (ผู้ป่วย) หรือแม้กระทั่งภัยพิบัติต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงให้เกิดขึ้น  ขอสรรเสริญพระองค์ซึ่งเป็นคำสรรเสริญที่จะได้รับความพึงพอใจจากพระองค์มากที่สุด  เป็นการสรรเสิรญที่เป็นที่รักสำหรับพระองค์มากที่สุดและเป็นการสรรเสริญที่ดีที่สุดสำหรับพระองค์  อีกทั้งยังเป็นการสรรเสริญที่เติมเต็มโลกแห่งการถูกสร้างนี้จนไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นการสรรเสริญที่เปิดเผยชัดเจนที่สุดสำหรับพระองค์และไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ ในนั้นเลยแม้แต่น้อย  เป็นการสรรเสริญที่ไม่มีจุดสิ้นสุดและไม่มีวันสิ้นสลายไปกับกาลเวลา   ข้าพระองค์ไม่สามารถเข้าถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์เลย แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้แห่งความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์) แต่เราก็รู้ว่าพระองค์คือผู้ทรงมีชีวิตและพระองค์ไม่ได้ทรงเผลอหลับใหล (จนหลงลืมบ่าวของพระองค์เลยแม้แต่น้อย) ไม่มีความคิด (ไม่ว่าจะเฉียบแหลมสักเท่าใด) ที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของพระองค์ ไม่มีสายตาดวงใด (ไม่ว่าจะแหลมคมสักเพียงใด) จะมองเห็นพระองค์ได้ แต่พระองค์ทรงมองเห็นการเคลื่อนไหวและการกระทำของบ่าวทุกคนและพระองค์มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง  โอ้อัลลอฮ์จากการที่ฉันได้พินิจพิจารณาไปยังสิ่งถูกสร้างทั้งหลายทำให้ฉันตกอยู่ในความตะลึงงันและพร้อมที่จะสาธยายถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์  แต่จะมีประโยชน์และความสำคัญอันใด (ในคำสาธยาย) ในเมื่อพบว่าสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ  สิ่งที่สายดาของเราไม่สามารถมองเห็นได้  สิ่งที่สติปัญญาของเราไร้ความสามารถที่จะเข้าใจและม่านที่ขวางกั้นกลางระหว่างเรากับสิ่งเร้นลับนั้นมันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน  ดังนั้นผู้ที่ทำให้ดวงใจของเขาปลอดโปร่งว่างเปล่าพร้อมกับขับเคลื่อนพลังแห่งความคิดไปสู่ความเข้าใจว่า พระองค์ทรงทำให้บัลลังก์ของพระองค์คงตั้งอยู่ได้อย่างไร พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายได้อย่างไร  ทรงทำให้โลกลอยโคจรอยู่ในท่ามกลางอวกาศได้อย่างไร  ทรงทำให้ผืนแผ่นดินแผ่ออกอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นของมหาสมุทรได้อย่างไร  เมื่อเขาใคร่ครวญในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้วเขาก็จะพบกับความเชื่อมั่น  สติปัญญาเขาจะถูกตรึง   โสตประสาทของเขาจะเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์  สติปัญญาของเขาจะสับสนและทึ่งในความยิ่งใหญ่ของพระองค์

    คำอธิบายช่วงที่ 1
ในช่วงแรกของคุฏบะฮ์ท่านอิมามได้ชี้ให้เห็นถึงสี่ประเด็นสำคัญด้วยกันคือ
ประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์  ความพึงพอใจ  การตัดสินและการให้อภัยของพระองค์ โดยอิมามได้กล่าวว่า أَمْرُهُ قَضَاءٌ وَ حِكْمَةٌ หมายถึงคำสั่งของพระองค์เป็นคำสั่งที่เด็ดขาดและในความเด็ดขาดนั้นมีวิทยปัญญาซ่อนอยู่ด้วย ไม่ได้เหมือนคำสั่งของบรรดานักปกครองจอมเผด็จการทั่วไปที่ออกคำสั่งเด็ดขาดก็จริงแต่เป็นคำสั่งกดขี่และมิได้มีวิทยปัญญาแฝงอยู่ในคำสั่งเหล่านั้นเลย คำว่า อัมร์ ในประโยคนี้ให้ความหมายกว้างที่หมายรวมถึงคำสั่งในทางตักวีนีย์เช่นคำสั่งที่อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า (แท้จริงพระบัญชาของพระองค์ เมื่อทรงประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็จะตรัสแก่มันว่า “จงเป็น” แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมา) และคำสั่งในทางตัชรีอีย์ เช่นคำสั่งที่อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า (แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรมและทำดี และการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิด) ดังนั้นทุกคำสั่งของพระองค์ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดล้วนแล้วแต่เป็นคำสั่งที่แฝงไปด้วยวิทยปัญญา มีคุณประโยชน์ที่ย้อนกลับมาหาปวงบ่าวของพระองค์ทั้งนั้น
หลังจากนั้นท่านอิมามกล่าวต่อไปว่า “ความพึงพอใจของพระองค์เป็นความปลอดภัยและความเมตตา  บางครั้งเป็นไปได้ว่าคนบางกลุ่มจะพอใจคน ๆ หนึ่งและไม่คิดทำร้ายเขาแต่ก็ไม่มีคำยืนยันว่าเมื่อไม่พอใจแล้วจะทำร้ายอีกหรือไม่ แต่สำหรับอัลลอฮ์แล้วเมื่อพระองค์พอใจผู้ใดแล้วมันจะเป็นความปลอดภัยที่มาพร้อมกับความเมตตา
ในประโยคที่สามกล่าวถึงการตัดสินของพระองค์โดยกล่าวว่า “พระองค์จะทรงตัดสินด้วยความรู้” ไม่ได้เหมือนกับมนุษย์ทั่วไปที่การตัดสินของพวกเขาบางครั้งตัดสินออกมาจากความเขลา
ในประโยคที่สี่อิมามได้กล่าวว่า “พระองค์ให้อภัยด้วยความอดทนของพระองค์”  คือเมื่อพระองค์ให้อภัยบุคดลใดแล้ว พระองค์จะไม่ทรงลงโทษเขาอีกหลังจากการให้อภัยแล้วอย่างแน่นอน  ไม่เหมือนกับมนุษย์ทั่วไปที่บางทีเกิดรู้สึกสงสารก็ให้อภัยแต่เมื่อโกรธแม้กับคนเคยที่ให้อภัยแล้วก็ยังลงโทษ
หลังจากที่ท่านอิมามกล่าวถึงคุณลักษณะของอัลลอฮ์ทั้งสี่ประการข้างต้นแล้วท่านก็เริ่มกล่าวคำสรรเสริญ เป็นคำสรรเสริญที่ท่านอิมามกล่าวย้ำซ้ำคำเดิมถึงแปดครั้งด้วยกัน แต่ละครั้งมีประโยคและความหมายเฉพาะของมันที่แตกต่างและไม่ซ้ำกัน
โดยท่านอิมามได้กล่าวสรรเสริญเป็นการสรรเสริญที่แฝงไปด้วยความสวยงามในด้านไวยกรณ์ภาษาโดยที่ท่านได้กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ มวลการสรรเสริญทั้งหมดเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของพระองค์เท่านั้น ทุกอย่างที่มาจากพระองค์เป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องเชิดชูทั้งสิ้นไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่พระองค์เอากลับคืนมา หริอสิ่งที่พระองค์ประทานให้ไป หรือไม่ว่าจะเป็นการที่พระองค์ทรงให้การเยียวยารักษา (ผู้ป่วย)  หรือแม้กระทั่งภัยพิบัติต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงให้เกิดขึ้น”  ประโยคข้างต้นอิมามต้องการสื่อให้เห็นว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตามข้าพระองค์ก็จะสรรเสริญเพียงพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น เพราะรู้ว่าความดีงามทั้งหมดจะได้รับจากพระองค์เท่านั้น ถ้าพระองค์มอบความโปรดปรานให้ ความโปรดปราณนั้นคือความเอื้อเฟื้อของพระองค์ หากพระองค์ยึดเอาความโปรดปราณนั้นคืนไปมันคือความใส่ใจที่พระองค์มีต่อบ่าว หากพระองค์ให้มีสุขภาพที่แข็งแรงมันคือความสุขที่พระองค์ทรงมอบให้แต่หากพระองค์ให้เกิดเจ็บไข้หรือได้รับภัยพิบัติแน่นอนในสิ่งเหล่านั้นย่อมมีวิทยปัญญาซ่อนอยู่ เพราะพระองค์จะไม่ทรงกระทำสิ่งใดโดยไร้สาระ ดังนั้นทุกสิ่งที่มาจากพระองค์คือความเมตตาทั้งสิ้น
หลังจากนั้นท่านอิมามยังได้กล่าวคำสรรเสริญต่อไปอีกว่า “ขอสรรเสริญพระองค์เป็นคำสรรเสริญที่จะได้รับความพึงพอใจจากพระองค์มากที่สุด  เป็นการสรรเสิรญที่เป็นที่รักสำหรับพระองค์มากที่สุดและเป็นการสรรเสริญที่ดีที่สุดสำหรับพระองค์”
“อีกทั้งยังเป็นการสรรเสริญที่เติมเต็มโลกแห่งการถูกสร้างนี้จนไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นการสรรเสริญที่เปิดเผยชัดเจนที่สุดสำหรับพระองค์และไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ ในนั้นเลยแม้แต่น้อย เป็นการสรรเสริญที่ไม่มีจุดสิ้นสุดและไม่มีวันสิ้นสลายไปกับกาลเวลา”
หลังบทสรรเสริญท่านอิมามได้กล่าวถึง คุณสมบัติอันไพจิตรของพระองค์ โดยในลำดับแรกท่านอิมามแสดงความนอบน้อมต่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์โดยได้กล่าวว่า “ ข้าพระองค์ไม่สามารถเข้าถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์เลยแม้แต่น้อย” ที่จริงก็เป็นเพราะว่าความยิ่งใหญ่พระองค์ไม่มีจุดสิ้นสุด สรรพสิ่งที่ไร้ความสามารถและมีขีดจำกัดเช่นมนุษย์จึงไม่สามารถเข้าใจพระองค์ได้  แต่เพื่อไม่ให้ใครเข้าใจไปว่าถ้าเป็นเช่นนี้คงไม่มีโอกาสที่มนุษย์จะรู้จักพระองค์ได้ท่านอิมามจึงกล่าวถึงคุณสมบัติของอัลลอฮ์แปดประการที่หมายรวมถึงคุณสมบัติ ที่มีอยู่ในพระองค์ (ซุบูตียะฮ์) และ คุณสมบัติที่ไม่ได้มีอยู่ในพระองค์ (ซัลบียะฮ์) โดยได้กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้แห่งความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์) แต่เราก็รู้ว่าพระองค์คือผู้ทรงมีชีวิต และพระองค์ไม่ได้ทรงเผลอหลับใหล (จนหลงลืมบ่าวของพระองค์เลยแม้แต่น้อย)”
ต่อจากนั้นท่านอิมามได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ไม่มีความคิด (ไม่ว่าจะเฉียบแหลมสักเท่าใด) ที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของพระองค์ ไม่มีสายตาดวงใด (ไม่ว่าจะแหลมคมสักเพียงใด) จะมองเห็นพระองค์ได้ แต่พระองค์ทรงมองเห็นการเคลื่อนไหวและการกระทำของบ่าวทุกคน”
คุณลักษณะที่กล่าวว่า พระองค์ทรงมีชีวิตนั้น ไม่ได้หมายความถึงชีวิตที่เหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่มีการเติบโต  มีวิวัฒนาการ มีเกิดมีตาย แต่เป็นชีวิตที่แท้จริงในที่นี้หมายถึงมีความรู้ที่ครอบคลุมและอำนาจที่มีเหนือทุกสรรพสิ่งทั้งหลาย  และคำว่า “ก็อยยูม”  หมายถึงการที่พระองค์มิได้ต้องพึ่งพิงสิ่งใดแต่ทุกสรรพสิ่งที่ต้องพึ่งพิงพระองค์
ส่วนประโยคที่กล่าวว่า (لاَ تَأْخُذُكَ سِنَةٌ وَ لاَ نَوْمٌ) หมายถึงความรู้ ความเมตตา ความใส่ใจของพระองค์ที่มีต่อบ่าวนั้นมีต่อเนื่อง สม่ำเสมอไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่ได้เหมือนมนุษย์ที่เวลาตื่นจะรับรู้และมอบความเมตตาให้กับผู้อื่นแต่ในยามหลับไหลจะหลงลืมและไม่รับรู้สิ่งใดเลย
ส่วนประโยคที่กล่าวว่า
(لَمْ يَنْتَهِ إِلَيْكَ نَظَرٌ، وَ لَمْ يُدْرِكْكَ بَصَرٌ. أَدْرَكْتَ الاَْبْصَارَ، وَ أَحْصَيْتَالاَْعْمَالَ)
ชี้ให้เห็นว่าความรู้และความเข้าใจของมนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงซาตอันบริสุทธ์ของพระองค์ได้เพราะซาตของพระองค์ไม่มีขอบเขตจำกัดไม่มีที่สิ้นสุด และจะไม่มีดวงตาใดสามารถมองเห็นพระองค์ได้ เพราะพระองค์ไม่มีร่าง  ไม่มีสี แต่ในทางกลับกันพระองค์ทรงมองเห็นทุกดวงตาและจะตัดสินการทุกการกระทำของมนุษย์
ส่วนประโยคที่กล่าวว่า (وَ أَخَذْتَ بِالنَّوَاصِي وَالاَْقْدَامِ.) หากคำนึงถึงความหมายของคำว่า นะวาศีย์ ซึ่งเป็นพหูพจน์ของคำว่า นาศียะฮ์ หมายถึงขนหรือผม และคำว่า อิกดาม ซึ่งเป็นพหูพจน์ของคำว่า เกาะดัม ซึ่งหมายถึงเท้านั้นโดยรวมแล้วในประโยคนี้ต้องการจะสื่อให้เห็นว่า อำนาจของอัลลอฮ์นั้นมีเหนือทุกคนหรือแม้กระทั่งมีเหนือทุกสรรพสิ่งทั้งหมด
หลังจากนั้นอิมามได้เริ่มพิสูจน์คุณลักษณะของอัลลอฮ์โดยใช้วิธีการอธิบายถึงความยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายของพระองค์  โดยอิมามได้กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์จากการที่ฉันได้พินิจพิจารณาไปยังสิ่งถูกสร้างทั้งหลายทำให้ฉันตกอยู่ในความตะลึงงันและพร้อมที่จะสาธยายถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์  แต่จะมีประโยชน์และความสำคัญอันใด (ในคำสาธยาย) ในเมื่อพบว่าสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ  สิ่งที่สายดาของเราไม่สามารถมองเห็นได้ สิ่งที่สติปัญญาของเราไร้ความสามารถที่จะเข้าใจและม่านที่ขวางกั้นกลางระหว่างเรากับสิ่งเร้นลับนั้น มันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน”
ถึงแม้องค์ความรู้และวิวัฒนาการด้านวิชาการในสาขาต่าง ๆ ของโลกที่เราเห็นว่ามันพัฒนาไปไกลมากมายแล้ว แต่ถ้าจะเทียบกับสิ่งที่เรายังไม่รู้ ความรู้ที่ว่าพัฒนาอย่างกว้างขวางแล้วนั้นถือว่าเล็กไปเลยด้วยซ้ำ นักวิชาการมากมายออกมาเปิดเผยข้อมูลของระบบสุริยะอันยิ่งใหญ่ที่ถ้าเอาโลกของเราไปเปรียบ โลกของเราก็เป็นเพียงจุดสีดำเล็ก ๆ ที่อยู่บนหนังสือเล่มใหญ่เล่มหนึ่งที่วางอยู่ในห้องสมุดอันกว้างขวางใหญ่โตเท่านั้นเอง
ไม่ต้องไปไกลถึงไหนในโลกของเรานี้เองยังมีวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังดำเนินและหมุนเวียนวงจรชีวิตของมันอยู่มากมาย  มีพันธ์ไม้และพันธ์พืชนานาชนิด มีสรรพสัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่ใต้โพ้นทะเลลึกหรือในป่าอันกว้างใหญ่ที่จนกระทั่งบัดนี้นักค้นคว้าผู้ฉลาดปราดเปรื่องทั้งหลายยังไม่สามารถค้นพบได้  อีกทั้งยังมีโลกแห่งความเร้นลับโลกแห่งจิตวิญญานอีกด้านหนึ่งที่จนถึงบัดนี้สติปัญญาของมนุษย์ยังไม่สามารถรับรู้ได้และไปถึงมันได้โดยสมบูรณ์ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาและเป็นบทเรียนในเรื่องการรู้จักพระเจ้าสำหรับเราได้เป็นอย่างดี
หลังจากนั้นท่านอิมามยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ดังนั้นผู้ที่ทำให้ดวงใจของเขาปลอดโปร่งว่างเปล่าพร้อมกับขับเคลื่อนพลังแห่งความคิดไปสู่ความเข้าใจว่า พระองค์ทรงทำให้บัลลังก์ของพระองค์คงตั้งอยู่ได้อย่างไร พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายได้อย่างไร  ทรงทำให้โลกลอยโคจรอยู่ในท่ามกลางอวกาศได้อย่างไร  ทรงทำให้ผืนแผ่นดินแผ่ออกอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นของมหาสมุทรได้อย่างไร  เมื่อเขาใคร่ครวญในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้วเขาก็จะพบกับความเชื่อมั่น  สติปัญญาเขาจะถูกตรึง   โสตประสาทของเขาจะเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์  สติปัญญาของเขาจะสับสนและทึ่งในความยิ่งใหญ่ของพระองค์”
ประโยคข้างต้นนี้อิมามต้องการชี้ให้ถึงความยิ่งใหญในการสร้างของอัลลอฮ์ ในสี่ประเด็นด้วยกันคือ ประเด็นเกี่ยวกับบัลลังก์ของพระองค์  ปฐมบทของการสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย   การลอยโคจรของโลกท่ามกลางอวกาศและการมีอยู่ของแผ่นดินบนพื้นน้ำ ซึ่งแต่ละสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์สำหรับมนุษย์
มีนักวิชาการกล่าวเกี่ยวกับเรื่องบัลลังก์ของอัลลอฮ์ไว้มากมายแต่ถ้าหากเราพิจารณาไปที่โองการ อายะตุลกุรซีย์ จะทำให้เข้าใจได้ว่า อัรช์ หรือ บัลลังก์นั้นหมายถึง ที่ที่หนึ่งที่อยู่เหนือโลกที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ เพราะในโองการนี้พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า  “บัลลังก์ของพระองค์กว้างขวางครอบคลุมทั้งชั้นฟ้าและแผ่นดิน”   (ถ้าจะเปรียบเทียบบัลลังก์ของบรรดากษัตริย์จะเห็นว่าพวกเขาจะมีราชบัลลังก์หรือที่ประทับสองแบบด้วยกัน แบบแรกคือบัลลังก์แบบธรรมดาที่จะใช้ประทับอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่มีโอกาสพิเศษใด ๆ ซึ่งแบบนี้ภาษาอาหรับจะเรียกว่า กุรซี แต่จะมีอีกบัลลังก์หนึ่งที่พวกกษัตริย์จะใช้ประทับในโอกาสพิเศษเช่นช่วงแห่งการเฉลิมฉลองต่าง ๆ ซื่งในภาษาอาหรับเรียกว่า อัรช์  เมื่อในอายะตุลกุรซีย์นับชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นกุรซีย์ของอัลลอฮ์ ดังนั้น อัรช์ ของอัลลอฮ์ก็จะเป็นที่ประทับที่มีระดับขั้นที่สูงกว่า) ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าน่าจะหมายถึงโลกอีกโลกหนึ่งที่พ้นญานวิสัยของเรา ซึ่งหมายถึงโลกของบรรดาทูตสวรรค์ (มาลาอิกะฮ์) หรือบางท่านก็เชื่อเป็นโลกแห่งวัตถุนี้เองแต่อยู่ในส่วนที่มนุษย์ยังไม่ได้ค้นพบ

Filed under: บทความ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: