เชค มุฮัมมัด อาลี ประดับญาติ

Blog บันทึกงานแปลและงานเขียน

นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์คุฏบะฮ์ที่ 160 ตอนที่ 2

200522597-001
ช่วงที่สอง

منها: يَدَّعِي بِزَعْمِهِ أَنَّهُ يَرْجُو اللّهَ، كَذَبَ وَالْعَظِيمِ! مَا بَالُهُ لاَ يَتَبَيَّنُ رَجَاؤُهُ فِي عَمَلِهِ؟ فَكُلُّ مَنْ رَجَا عُرِفَ رَجَاؤُهُ فِي عَمَلِهِ. وَ كُلُّ رَجَاء ـ إِلاَّ رَجَاءَ اللّهِ تَعَالَى ـ َإِنَّهُ مَدْخُولٌ وَ كُلُّ خَوْف مُحَقَّقٌ، إِلاَّ خَوْفَ اللّهِ فَإِنَّهُ مَعْلُولٌ يَرْجُو اللّهَ فِي الْكَبِيرِ،وَ يَرْجُو الْعِبَادَ فِي الصَّغِيرِ، فَيُعْطِي الْعَبْدَ مَا لاَ يُعْطِي الرَّبَّ! فَمَا بَالُ اللّهُ جَلَّ ثَنَاؤُهُ يُقَصَّرُ بِهِ عَمَّا يُصْنَعُ بِهِ لِعِبَادِهِ؟ أَتَخَافُ أَنْ تَكُونَ فِي رَجَائِكَ لَهُ كَاذِباً؟ أَوْ تَكُونَ لاَ تَرَاهُ لِلرَّجَاءِ مَوْضِعاً؟ وَ كَذلِكَ إِنْ هُوَ خَافَ عَبْداً مِنْ عَبِيدِهِ، أَعْطَاهُ مِنْ خَوْفِهِ مَا لاَ يُعْطِي رَبَّهُ، فَجَعَلَ خَوْفَهُ مِنَ الْعِبَادِ نَقْداً، وَ خَوْفَهُ مِنْ خَالِقِهِ ضِماراً وَ وَعْداً. وَ كَذلِكَ مَنْ عَظُمَتِ الدُّنْيَا فِي عَيْنِهِ، وَ كَبُرَ مَوْقِعُهَا مِنْ قَلْبِهِ، آثَرَهَا عَلَى اللّهِ تَعَالَى، فَانْقَطَعَ إِلَيْهَا، وَ صَارَ عَبْداًلَهَا

คำแปล

พวกนั้นคิดไปเองว่าพวกเขามีความหวังต่ออัลลอฮ์แต่ขอสาบานว่าพวกเขาโกหกต่ออัลลอฮ์ ถ้าพวกนั้นพูดจริงว่าพวกเขามีความหวัง (ในความเมตตาของอัลลอฮ์) เหตุใดจึงไม่ได้แสดงออกมาในรูปของการปฏิบัติเลย เพราะทุกคนเมื่อหวังสิ่งใดแล้วจะแสดงออกมาในรูปของการกระทำ (ให้ทุกคนรู้เถิดว่า) ความหวังที่ไม่ได้เป็นความหวังที่มีต่ออัลลอฮ์ เป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ และการเกรงกลัวที่ไม่ใช่การเกรงกลัวอัลลอฮ์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  มันเกิดอะไรขึ้นหรือที่มนุษย์แสดงความนอบน้อมถ่อมตนกับผู้อื่นมากกกว่าอัลลอฮ์ หรือว่ากลัวว่าจะเป็นผู้มุสาในการมอบความหวังต่ออัลลอฮ์ หรือคิดว่าพระองค์ไม่เป็นผู้ที่เราสมควรมอบความหวังให้ ?  แน่นอนว่าหากผู้ใดมอบความความไว้วางใจของตัวเองให้กับอัลลอฮ์รวมทั้งเชื่ออย่างสนิทใจว่าพระองค์คือผู้ทรงอำนาจยิ่งพร้อมกันนั้นยังศรัทธามั่นว่าพระองค์คือพระผู้ทรงเมตตาที่สุดไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน  เป็นไปไม่ได้ว่าผู้ที่เชื่อเช่นนี้ความหวังของเขาที่มีต่ออัลลอฮ์จะเป็นความหวังที่โกหก  เช่นเดียวกันหากเขากลัวบ่าวคนหนึ่งของพระองค์และเนื่องจากความกลัวอันนี้เขาให้ความสำคัญกับสิ่งหนึ่งที่บ่าวคนนั้นให้ความสำคัญโดยมิได้สนใจว่าพระองค์จะให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้นหรือไม่ หากเขาเชื่อเช่นนี้ก็เท่านกับว่าในความเป็นจริงแล้วเขาเชื่อว่าการเกรงกลัวคนอื่นจะทำให้เขาได้รับผลโดยทันที แต่การกลัวอัลลอฮ์พระผู้ทรงสร้างนั้นเป็นเพียงคำสัญญาที่ต้องรอผลลัพธ์ของมันอีกยาวนาน เป็นเช่นเดียวกันคนพวกนี้คือคนที่ได้ปั้นแต่งโลกแห่งวัตถุให้สวยงามในสายตาของเขาพร้อมกับสร้างสถานะอันยิ่งใหญ่ให้กับโลกแห่งวัตถุนี้ในหัวใจของเขาอีกทั้งทำให้สิ่งเหล่านั้นมีสถานะเหนืออัลลอฮ์เขาจะตัดทิ้งทุกสิ่งเพื่อมุ่งมั่นสู่ความสุขในโลกแห่งวัตถุและยอมตนเป็นทาสมัน

คำอธิบายช่วงที่สอง

ทวยทาสแห่งโลกดุนยา

หลังจากที่ท่านอิมามกล่าวถึงคุณลักษณะของอัลลอฮ์พร้อมกล่าวสรรเสริญพระองค์ไปในช่วงแรกของคุฏบะฮ์แล้ว ในช่วงที่สอง ท่านได้เริ่มให้คำสอน และเปิดประเด็นให้ผู้คนได้ฉุกคิดโดยท่านอิมามได้กล่าวถึงเรื่องการเกรงกลัวในการลงโทษของอัลลอฮ์กับเรื่องของความหวังที่มีต่ออัลลอฮ์ ท่านได้กล่าวถึงความหมายที่แท้จริงของสองประเด็นดังกล่าวพร้อมกับปฏิเสธความเชื่อของบรรดาผู้ฉ้อฉลและมุสาทั้งหลายโดยกล่าวว่า “พวกนั้นคิดไปเองว่าพวกเขามีความหวังต่ออัลลอฮ์แต่ขอสาบานว่าพวกเขาโกหกต่ออัลลอฮ์”

ต่อมาท่านอิมามกล่าวถึงสาเหตุที่กล่าวว่าพวกนั้นเป็นคนโกหกว่า “ถ้าพวกนั้นพูดจริงว่าพวกเขามีความหวัง (ในความเมตตาของอัลลอฮ์) เหตุใดจึงไม่ได้แสดงออกมาในรูปของการปฏิบัติเลย เพราะคนที่มีความหวังเขาจะเดินตามความหวังอันนั้นพร้อมกับแสดงมันออกมาในรูปของการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน”

เหตุผลของอิมามที่กล่าวข้างต้นน่าจะเป็นสิ่งชัดเจนสำหรับเรา ลองคิดดูว่า ถ้าชาวนาหรือเกษตรกรคนหนึ่งหวังจะได้รับผลผลิตมากมายจากการทำนาหรือการทำการเกษตร เขาก็จะหมั่นดูแล ให้น้ำ หมั่นคอยกำจัดศัตรูที่จะมาทำลายผลผลิตของเขาพร้อมกันนั้นจะตระเตรียมทุกอย่างเพื่อให้การเกษตรของเขาเกิดผลผลิตมากมายตามความคาดหวังที่ตั้งไว้ แต่หากเกษตรกรคนหนึ่งเพียงแต่หวังว่าจะได้รับผลผลิตมาก ๆ แต่นั่งสบายอยู่แต่ในบ้าน ความหวังเช่นนี้ดูก็รู้ว่าเป็นความหวังที่โกหก มิใช่ความหวังที่แท้จริง ดังนั้นใครที่หวังในความเมตตาของอัลลอฮ์ เขาก็จะมุ่งหน้าปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์พร้อมกับเดินเข้าไปสู่หนทางแห่งความพึงพอพระทัยของพระองค์

มีฮะดิษบทหนึ่งรายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ) ว่า “มีผู้คนกล่าวกับท่านอิมามว่า หากมีคนกลุ่มหนึ่งไปเกลือกกลั้วอยู่กับการทำบาปแต่พวกเขากล่าวว่า “เรามีความหวังต่อความเมตตาของอัลลอฮ์เสมอ คนเหล่านี้ในทัศนะของท่านเป็นอย่างไร ท่านอิมามกล่าวตอบว่า คนพวกนั้นมุสา ไม่ได้เป็นคนที่มีความหวังอย่างที่พูดไว้จริง คนที่มีความหวังหรือฝันจะได้รับสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วเขาจะมุ่งมั่นไปตามความฝันอันนั้นและคนที่กลัวสิ่งใดแล้วเขาจะวิ่งหนีสิ่งนั้น

หลังจากนั้นท่านอิมามได้เริ่มต้นสาธยายถึงจุดเริ่มต้นของการเกรงกลัวและการมีความหวังโดยได้กล่าวว่า “ความหวังที่ไม่ได้เป็นความหวังจากอัลลอฮ์ เป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ และการเกรงกลัวที่ไม่ใช่การเกรงกลัวอัลลอฮ์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”  เหตุผลในเรื่องนี้ก็ชัดเจน เพราะความดีงามทั้งหลายมีจุดเริ่มต้นมาจากพระองค์เพียงเท่านั้น

ดังนั้นหัวใจของเราจะต้องมุ่งหวังเพียงพระองค์เท่านั้น พระองค์เพียงผู้เดียวที่สามารถให้คุณและให้โทษรวมทั้งจะเป็นผู้ลงโทษและตอบแทนผลรางวัลให้กับเราได้ ผู้อื่นไม่สามารถทำได้นอกเสียจากว่าจะได้รับอนุญาติจากพระองค์เท่านั้น ดังที่กุรอานได้กล่าวไว้ว่า “ไม่มีผู้ใดจะสามารถให้โทษกับผู้ใดได้นอกเสียจากว่าพระองค์จะทรงให้การอนุญาติเสียก่อน” และแน่นอนอัลลอฮ์ทรงให้เสรีภาพในการกระทำของมนุษย์แต่เสรีภาพนี้ไม่ได้ไปจำกัดขอบเขตอำนาจของพระองค์ในการลงโทษผู้หนึ่งผู้ใดหากผู้นั้นทำผิด ดังนั้นจงออกห่างจากการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์เถิด

หลังจากนั้นท่านอิมามได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้งกันของการกระทำของมนุษย์โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความมุ่งหวังต่ออัลลอฮ์และการเกรงกลัวพระองค์ว่า บางครั้งมนุษย์ไปมอบความหวังในสิ่งเล็ก ๆ น้อยให้กับคนอื่นก็จะแสดงตนนอบน้อมต่อคน ๆ นั้นหรือบางครั้งเกิดเกรงกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะหาทางทำให้ตัวเองปลอดภัยจากสิ่งนั้นแต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ที่บอกว่าหวังในความเมตตาของอัลลอฮ์หรือบอกว่าเกรงกลัวการลงโทษของพระองค์กลับไม่ได้แสดงออกในสิ่งที่พูดเลยแม้แต่น้อยโดยท่านได้กล่าวเกียวกับการกระทำเช่นนี้ว่า “คำอ้างนี้เป็นคำกล่าวอ้างที่โกหก การที่มนุษย์มุ่งหวังในเรื่องสำคัญกับอัลลอฮ์และมอบความหวังในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับผู้คนทั้งหลายแต่ในการกระทำกับทำสวนทางกันคือทำท่านบน้อมกับคน (ที่หวังจากคนๆนั้นเพียงเรื่องเล็กน้อย)มากกว่าที่จะนบน้อมถ่อมตนกับอัลลอฮ์”

ต่อมาท่านอิมามได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องอีกนี้ว่า “มันเกิดอะไรขึ้นหรือที่มนุษย์แสดงความนอบน้อมถ่อมตนกับผู้อื่นมากกกว่าอัลลอฮ์ หรือว่ากลัวว่าจะเป็นผู้มุสาในการมอบความหวังต่ออัลลอฮ์ หรือคิดว่าพระองค์ไม่เป็นผู้ที่เราสมควรมอบความหวังให้?

แน่นอนว่าหากผู้ใดมอบความความไว้วางใจของตัวเองให้กับอัลลอฮ์รวมทั้งเชื่ออย่างสนิทใจว่าพระองค์คือผู้ทรงอำนาจยิ่งพร้อมกันนั้นยังศรัทธามั่นว่าพระองค์คือพระผู้ทรงเมตตาที่สุดไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน เป็นไปไม่ได้ว่าผู้ที่เชื่อเช่นนี้ความหวังที่มีต่ออัลลอฮ์ของเขาจะเป็นความหวังที่โกหก

ดังนั้นเป้าหมายของคำกล่าวของท่านอิมามในเรื่องนี้คือต้องการจะสื่อว่า คนบางคนมีความหวังในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กับผู้คนก็จะเดินไปขอสิ่งนั้นโดยจะแสดงท่าทีนอบน้อม กล่าวสรรเสริญเยินยอและพร้อมจะยอมทำตามคำสั่งโดยไม่คิดฝ่าฝืน แต่ในขณะเดียวกันในเรื่องสำคัญจะมอบความหวังให้กับอัลลอฮ์แต่ในการกระทำกลับไม่ได้มีความนอบน้อม ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์อย่างที่ได้ทำกับมนุษย์ทั่วไปเลย  พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ใช่อื่นใดเลยนอกเสียจากว่าเขาไม่ได้รู้จักและมีความศรัทธามั่นต่ออัลลอฮ์เท่านั้นเอง

หลังจากนั้นท่านอิมามได้กล่าวต่ออีกว่า “เช่นเดียวกันหากเขากลัวบ่าวคนหนึ่งของพระองค์และเนื่องจากความกลัวอันนี้เขาได้ให้ความสำคัญกับสิ่งหนึ่งที่บ่าวคนนั้นให้ความสำคัญโดยไม่มิได้สนใจว่าพระองค์จะให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้นหรือไม่ การคิดและเชื่อเช่นนี้ในความเป็นจริงเป็นเพราะเขาคิดว่าการเกรงกลัวคนอื่นเขาจะได้รับผลโดยทันทีแต่กลัวอัลลอฮ์พระผู้ทรงสร้างนั้นเป็นเพียงคำสัญญาที่ต้องรอผลลัพธ์อีกยาวนาน”

พฤติกรรมสองด้านแบบนี้เกิดจากความศรัทธาที่ยังอ่อนแออยู่ ที่อ่อนแอเพราะนำเอาอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ไปเปรียบเทียบกับความสามารถอันน้อยนิดของมนุษย์ ความสามารถอันด้อยค่าของมนุษย์จะเทียบได้อย่างไรกับอำนาจอันไม่มีสิ้นสุดของอัลลอฮ์ เปรียบได้กับเอาประกายไฟไปเทียบกับทะเลเพลิง เป็นไปได้อย่างไรที่คนหนึ่งกล่าวว่าฉันรู้จักอัลลอฮ์แต่แสดงความกลัวกับประกายไฟอันน้อยนิดแต่ไม่กลัวทะเลเพลิงแห่งการลงโทษของอัลลอฮ์

ในตอนท้ายของช่วงที่สองนี้ท่านอิมามกล่าวถึงพฤติกรรมสองด้านนี้ไว้อีกว่า “เป็นเช่นเดียวกันคนพวกนี้คือคนที่ได้ปั้นแต่งโลกแห่งวัตถุให้สวยงามในสายตาของเขาพร้อมกับสร้างสถานะอันยิ่งใหญ่ให้กับโลกแห่งวัตถุนี้ในหัวใจของเขา อีกทั้งทำให้สิ่งเหล่านั้นมีสถานะเหนืออัลลอฮ์เขาจะตัดทิ้งทุกสิ่งเพื่อมุ่งมั่นสู่ความสุขในโลกแห่งวัตถุและยอมตนเป็นทาสมัน”

คนเหล่านี้คิดว่าความสุขโลกแห่งวัตถุนี้เป็นเหมือนเงินสดที่ได้รับเลย โดยไม่ต้องรอส่วนความสุขในโลกหน้าที่มีการให้สัญญาไว้ถึงแม้จะยั่งยืนก็ตามแต่ต้องรอด้วยความอดทนถึงจะได้รับมา ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงเลือกความสุขในโลกนี้แทนความสุขในโลกหน้า

หลังจากนั้นท่านอิมามได้กล่าวถึงผู้ศรัทธาที่แท้จริงที่มีพฤติกรรมแตกต่างกับกลุ่มผู้ศรัทธาอ่อนแออย่างมากมาย โดยได้กล่าวว่า “ผู้ศรัทธาคือผู้ที่อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุดจนทำให้สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ในสายตาของเขาเป็นสิ่งเล็กๆเท่านั้น”

ส่วนประโยคที่ว่า “เขาจะตัดทิ้งทุกสิ่งเพื่อมุ่งมั่นสู่ความสุขในโลกแห่งวัตถุและยอมตนเป็นทาสมัน” ต้องการชี้ให้เห็นว่าผู้ที่หลงใหลในความสวยงามของโลกดุนยาเขาจะไปถึงจุดหนึ่งที่ต้องนำตัวเองออกจากการเป็นบ่าวของอัลลอฮ์กลายเป็นบ่าวของวัตถุอันไร้ค่าแทน เหมือนกับอุมัร อิบนิ ซะอ์ด ที่เห็นความสุขในอำนาจเพียงชั่วครู่เอาตัวยอมรับข้อเสนอของยะซีดเพื่อต้องการเสวยสุขในโลกนี้ทิ้งความสุขอันเป็นนิรันดร์ในโลกหน้าซึ่งการแลกเปลี่ยนแบบนี้ไม่มีผู้มีปัญญาคนใดคิดแลกเลย

ประเด็นน่าสนใจ

สองปีกที่จะนำพาสู่พระเจ้า

ความหวังกับความกลัวหมายถึงหวังในความเมตตาของอัลลอฮ์กับความกลัวต่อการลงโทษของพระองค์สองสิ่งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีสมรรถภาพมากที่สุดในการมุ่งสู่ความเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮ์ หากที่ไม่มีสองปีกนี้จะไม่มีผู้ใดสามารถโบยบินขึ้นไปสู่ฟากฟ้าแห่งความพอใจของพระองค์เลย เหมือนกับที่ความหวังที่จะได้พบกับความหอมหวานของชัยชนะและผลลัพธ์ที่ดีในการสอบและการกลัวกับผลเสียที่จะตามมาหากสอบตกเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาใช้ความพยามทั้งหมดเพื่อให้ได้รับความสำเร็จในการศึกษา เช่นเดียวกันในเรื่องของจิตวิญญานสองสิ่งนี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์ไปสู่ความสำเร็จได้

 

Filed under: นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: