เชค มุฮัมมัด อาลี ประดับญาติ

Blog บันทึกงานแปลและงานเขียน

เรื่องเล่าในกุรอาน บทที่ 7

cropped-koran_and_rosary.jpg

บทที่ 7

ปรัชญาของการกล่าวประโยคซ้ำกันในกุรอาน

เกี่ยวกับประเด็นการกล่าวประโยคเดิมซ้ำกันในกุรอานมีการถกเถียงกันมากมาย นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกุรอานเชื่อว่าการกล่าวประโยคหรือคำซ่ำไปมาในกุรอาน เป็นแนวทางที่ทำให้เกิดความน่าติดตามและไม่ทำให้เกิดความน่าเบื่อสำหรับผู้อ่าน อีกทั้งยังมีข้อดีอื่นอีกมากมาย บางคนเชื่อแม้กระทั่งว่าการทำเช่นนี้เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของกุรอานด้วยซ้ำ

แต่กลุ่มนักบูรพาคดีเชื่อว่า การมีประโยคและคำซ้ำกันมากมายในกุรอานเป็นจุดอ่อนของกุรอานอีกทั้งยังใส่ร้ายท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) เกี่ยวกับกุรอานในหลายรูปแบบ จนเป็นเหตุให้มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเขียนหนังสือตอบโต้และอธิบายถึงสาเหตุและปรัชญาในการกล่าวประโยคซ้ำกันในกุรอานและยังอธิบายอีกว่าทุกประโยคที่มีการกล่าวซ้ำกันในหลายที่มีปรัชญาและความเร้นลับแฝงอยู่และไม่ได้ขัดแย้งกับเป้าหมายหลักในการชี้นำมนุษยชาติเลยแม้แต่น้อยและที่สำคัญไม่ได้ทำลายความสละสลวยและความมีอรรถรสในทางภาษาของกุรอานให้ขาดหายไปแต่อย่างใดเลย

ในบทนี้และบทต่อไปเราจะมาร่วมค้นหาและพิสูจน์ประเด็น 2 ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน

ประเด็นที่ 1 พิจารณาและพิสูจน์ถึงการมีประโยคและคำซ้ำกันทั้งแบบ ซ้ำกันในเชิงรูปคำหรือประโยคและซ้ำกันในเชิงความหมายพร้อมกันนั้นยังจะกล่าวถึงประโยชน์ของการมีประโยคซ้ำกันในสองรูปแบบด้วย

ประเด็นที่ 2 พิจารณาและพิสูจน์ถึงความสละสลวยสวยงามและมีสารธรรมคำสอนแฝงอยู่ในการกล่าวประโยคซ้ำไปมาในกุรอาน

รูปแบบการกล่าวประเด็นซ้ำกันในกุรอาน

การนำเสนอประเด็นซ้ำกันไปมาในกุรอานมี 2 รูปแบบด้วยกัน คือ

1.แบบที่ซ้ำกันในเชิงรูปคำหรือประโยค

2.แบบที่ซ้ำกันในเชิงความหมาย

 

แบบที่ซ้ำกันในเชิงรูปคำหรือประโยค

ในกรณีนี้เราจะเห็นว่า คำเดียวกันหรือประโยคเดียวกันถูกกล่าวไว้ในโองการหลายโองการด้วยกัน ตัวอย่างที่ชีให้เห็นถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนคือโองการในซูเราะฮ์ อัรเราะห์มาน ที่กล่าวว่า

فَبِأَيِّ آلاء رَبِّكُمَا تُكَذِّبَانِ

“เจ้าทั้งสองจะปฏิเสธความโปรดปรานอันใดของพระผู้อภิบาลหรือ ? “

ถูกกล่าวซ้ำกันถึง 31 ครั้งด้วยกัน

ในซูเราะฮ์ อัรเราะฮ์มาน  อัลลอฮ์ทรงย้อนรำลึกความโปรดปรานในการประทานกุรอาน การสร้างมนุษย์ การทำให้โลกมีระบบและกฏเกณฑ์และความโปรดปรานอีกมากมายที่พระองค์ทรงประทานไว้ให้กับมนุษย์ หลังจากให้ย้อนรำลึกแล้วพระองค์ทรงตรัสกับมนุษย์และญินว่า “เจ้าทั้งสองจะปฏิเสธความโปรดปรานอันใดของพระผู้อภิบาลหรือ ? “

การกล่าวประโยค  “เจ้าทั้งสองจะปฏิเสธความโปรดปรานอันใดของพระผู้อภิบาลหรือ ?” ซ้ำไปมาทำให้เกิดท่วงทำนองที่เป็นทำนองเฉพาะให้กับซูเราะฮ์นี้ นอกจากจะไม่ทำให้น่าเบื่อหน่ายแล้วยังส่งเสริมให้ผู้ฟังได้คิดใคร่ครวญถึงความโปรดปรานทั้งหลายของอัลลอฮ์โดยผ่านการนำเสนอเนื้อหาที่ลึกซึ่งอีกด้วย พร้อมกันนั้นยังเป็นเหตุทำให้ผู้ที่กำลังลุ่มหลงอยู่กับสิ่งอื่นตื่นตัวและมีสติอีกทั้งยังทำให้ผู้ศรัทธามีความเชื่อที่มั่นคงขึ้นด้วย

คำว่า ای ในโองการนี้เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบแต่เป็นคำถามในเชิงให้ยอมรับในสิ่งที่นำเสนอ โดยต้องการสื่อให้เห็นว่า ความโปรดปรานแต่ละชิ้นแต่ละออย่างของอัลลอฮ์ที่ประทานให้แก่มนุษย์  พระองค์ทรงใช้ความเป็นผู้อภิบาลและผู้คุ้มครองดูแลมนุษย์ประทานให้

ในเรื่องของการกล่าวซ้ำประโยคในโองการนี้ที่มาพร้อมกับเนื้อหาที่ให้ยอมรับและสำทับเตือน มีประเด็นน่าสนใจที่อยากให้นำมาพิจารณากันคือ

1.โองการนี้ถึงแม้จะถูกกล่าวซ้ำหลายครั้งแต่แต่ละครั้งมีความหมายเดียว (คือขอการยอมรับและสำทับเตือน) โดยหลังจากที่อัลลอฮ์ทรงกล่าวถึงความโปรดปรานต่าง ๆ แล้วพระองค์ขอการยอมรับและการรับสารภาพจากมนุษย์และญินต่อความโปรดปรานที่ได้รับไป ส่วนหากปฏิเสธเนียะมัตเหล่านั้นพระองค์ก็ทรงสำทับเตือนถึงผลร้ายที่จะเกิดขึ้นด้วย ก่อนหน้าประโยคที่มีการกล่าวซ้ำนี้ทุกครั้งแต่ละครั้งมีการกล่าวถึงความโปรดปรานมาก่อน ซึ่งทุกความโปรดปรานที่กล่าวถึงแต่ละอันจะต่อด้วยประโยค “เจ้าทั้งสอง (มนุษย์และญิน) จะปฏิเสธความโปรดปรานอันใดของพระผู้อภิบาลหรือ ?” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้รับรู้ถึงความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของเนียะมัตแต่ละอันที่พระองค์ทรงประทานให้อีกทั้งเพื่อทำให้เกิดความดื่มด่ำและความน่าติดตามสำหรับผู้อ่านด้วย

ดังนั้นสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการกล่าวซ้ำนี้คือการเน้นย้ำถึงเรื่องสำคัญและเป็นบทพิสูจน์สุดท้ายที่จะทำให้หัวใจของผู้ศรัทธามีความมั่นคงและเป็นการสำทับเพื่อนแบบต่อเนื่องสำหรับผู้ปฏิเสธและผู้หลงลืม

การกล่าวซ้ำไปมานี้เป็นหนึ่งในรูปแบบของความสละสลวยทางภาษาโดยสอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการชี้นำมนุษย์ เพราะว่าการทำให้เกิดความเชื่อมั่นทางศาสนาและการทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในหมู่ผู้ฟัง โดยเฉพาะคนที่ห่างไกลจากช่วงเวลาแห่งการเผยแพร่ศาสนาของท่านศาสดาเป็นเวลานานมากต้องการเน้นย้ำซ้ำไปซ้ำมาอย่างต่อเนื่อง การกล่าวเพียงครั้งเดียวไม่ทำให้เกิดผลตามเป้าหมายได้

2.ทุกโองการที่ถูกกล่าวซ้ำมุ่งประเด็นไปที่ความโปรดปรานที่ถูกกล่าวก่อนหน้าและพระองค์ทรงต้องการการยอมรับใหม่จากผู้ศรัทธาในทุกความโปรดปราณที่กล่าวถึงและสำหรับผู้ปฏิเสธพระองค์ทรงสำทับเตือนในแต่ละความโปรดปราณแบบแยกแต่อัน และเนื่องจากความโปรดปรานที่กล่าวถึงแตกต่างกันการกล่าวซ้ำจึงเกิดขึ้น

ดังนั้นในความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่การนำเสนอซ้ำแต่การอ่านประโยค

فَبِأَيِّ آلاء رَبِّكُمَا تُكَذِّبَانِ

แต่ละครั้งมีความหมายเปลี่ยนไปตามความโปรดปราณที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แต่ละอย่าง คือแต่ละครั้งมีความเหมือนกันกับประโยคก่อนหน้าและมีความแตกต่างในเวลาเดียวกันด้วย ถึงแม้จะมีคำเหมือนกันก็ตาม

แบบที่ซ้ำกันในเชิงรูปคำหรือประโยคมาพร้อมกับคำอื่น

ในกุรอานมีการกล่าวซ้ำในประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง พระเจ้า  โลกหลังความตายและความเชื่อเกี่ยวกับศาสนทูต แต่การกล่าวซ้ำนี้วางอยู่บนพื้นฐานในการกล่าวบรรยายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชนรุ่นก่อนพร้อมกันนั้นยังกล่าวถึงชัยชนะ ความพ่ายแพ้ ความล้าหลังและการพัฒนาของพวกเขาด้วย โดยขอยกตัวอย่างโองการ 2 โองการต่อไปนี้

وَإِلَىٰ عَادٍ أَخَاهُمْ هُودًا ۚ قَالَ يَا قَوْمِ اعْبُدُوا اللَّهَ مَا لَكُم مِّنْ إِلَٰهٍ غَيْرُهُ ۖ إِنْ أَنتُمْ إِلَّا مُفْتَرُونَ

“และ (เราได้ส่ง) พี่น้องคนหนึ่งของพวกเขาคือฮูดไปยังกลุ่มชนอ๊าด เขากล่าวกับกลุ่มชนว่า “โอ้กลุ่มชนของฉันเอ๋ย! พวกท่านจงเคารพอิบาดะฮ์อัลลอฮ์เถิดพวกท่านไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ พวกท่านมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นพวกอุปโลกน์เท่านั้น”

وَإِلَىٰ مَدْيَنَ أَخَاهُمْ شُعَيْبًا  قَالَ يَا قَوْمِ اعْبُدُوا ا
للَّهَ مَا لَكُمْ مِنْ إِلَٰهٍ غَيْرُهُ  وَلَا تَنْقُصُوا الْمِكْيَالَ وَالْمِيزَانَ

“และเราได้ส่งพี่น้องคนหนึ่งของพวกเขาคือชุอัยบ์ไปยังกลุ่มชนของมัดยัน เขากล่าวกับกลุ่มชนว่า “โอ้กลุ่มชนของฉันเอ๋ย! พวกท่านจงเคารพอิบาดะฮ์อัลลอฮ์เถิด พวกท่านนั้นไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และพวกท่านอย่าให้การตวง และการชั่งบกพร่อง แท้จริงฉันเห็นพวกท่านยังอยู่ในความดี และแท้จริงฉันกลัวแทนพวกท่านต่อการลงโทษในวันที่ถูกห้อมล้อมไว้”

การกล่าวซ้ำในกรณีเช่นนี้จะมาพร้อมกับคำอื่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อย้ำเตือนให้กับผู้อ่านกุรอานพร้อมกันนั้นก็ไม่ทำให้ผู้อ่านเบื่อหน่ายด้วย

 

 

แบบที่ซ้ำกันในเชิงความหมาย

เพื่อรักษาไม่ให้เนื้อหายาวจนเกินไปเกี่ยวกับการกล่าวซ้ำกันในเชิงความหมายนี้จะขออธิบายในรูปแบบการตอบคำถามที่ถามว่า การกล่าวซ้ำกันไปมาในกุรอานเกิดจากความสับสนในจิตใจของท่านศาสดา มุฮัมมัด  (ศ้อล ) หรือมันคือความสละสวยงามของกุรอาน

นักบูรพาคดีบางคนเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงคำที่มีความหมายซ้ำกันในการเล่าเรื่องเป็นเครื่องหมายชี้ให้เห็นถึงสภาพจิตใจอันไม่ปกติของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) [1]

คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้จะต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญที่ว่า โองการกุรอานทั้งหมด รวมทั้งเรื่องเล่าเป็นพระดำรัสของอัลลอฮ์ทั้งสิ้น รูปแบบและการดำเนินเรื่องราวทั้งหมดล้วนถูกเรียบเรียงมาจากพระองค์ ไม่ว่าคำพูดของชาวอาหรับหรือไม่ใช่อาหรับหรือไม่ว่าคนหรือสัตว์อัลลอฮ์ทรงอธิบายและถ่ายทอดความหมายทั้งหมดด้วยความซื่อสัตย์และสวยงามในรูปแบบของรูปคำที่ลื่นไหลและเป็นระเบียบ ในการเล่าเรื่องบางครั้งมีการกล่าวซ้ำความหมายหรือเรื่องราวเดิมโดยใช้คำที่แตกต่างกัน การเปลี่ยนคำที่มีความหมายเดียวกันไม่ได้เป็นข้อบกพร่องของผู้พูดแต่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องราวน่าติดตาม
อย่างเช่นในซูเราะฮ์ อัลนัมล์ ที่พูดถึงคำกล่าวของนบีมูซาที่ว่า

إِنِّي آنَسْتُ ناراً سَآتيکُمْ مِنْها بِخَبَرٍ أَوْ آتيکُمْ بِشِهابٍ قَبَسٍ لَعَلَّکُمْ تَصْطَلُونَ فَلَمَّا جاءَها نُودِيَ

“จงรำลึก เมื่อมูซากล่าวแก่ครอบครัวของเขาว่า “แท้จริงฉันเห็นไฟฉันจะนำข่าวจากที่นั่นมาให้พวกท่านหรือฉันจะนำคบเพลิงมาให้พวกท่าน เพื่อพวกท่านจะได้ทำให้มันอุ่นครั้นเมื่อเขามาถึงที่นั่นได้มีเสียงเรียกขึ้นว่า “ผู้ที่อยู่ในไฟและผู้ที่อยู่รอบ ๆ มันจะได้รับความจำเริญ และมหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก”

เรื่องเดียวกันนี้ถูกกล่าวไว้ในซูเราะฮ์ กิศอศ ความหมายเดียวกันแต่เปลี่ยนแปลงคำ โดยกล่าวว่า

إِنِّي آنَسْتُ ناراً لَعَلِّي آتيکُمْ مِنْها بِخَبَرٍ أَوْ جَذْوَةٍ مِنَ النَّارِ لَعَلَّکُمْ تَصْطَلُونَ فَلَمَّا أَتاها نُودِيَ

“ครั้นเมื่อมูซาปฏิบัติครบกำหนดแล้วและได้เดินทางไปพร้อมกับครอบครัวของเขาเขาได้มองเห็นไฟลุกอยู่ข้างภูเขาฏูร เขาจึงพูดกับครอบครัวของเขาว่า “จงอยู่ที่นี่ก่อน แท้จริงฉันเห็นไฟเมื่อเขาได้มาที่มัน (ไฟ) ได้มีเสียงเรียกจากริมที่ลุ่มทางด้านขวา ในสถานที่ที่มีความจำเริญ ณ ที่ต้นไม้ ว่า “โอ้มูซาเอ๋ย ! แท้จริงข้าคืออัลลอฮ์พระเจ้าแห่งสากลโลก”

ในโองการทั้งสองข้างต้น คำว่า شِهَابٍ กับคำว่า جَذْوَةٍ มีความหมายเดียวกันคือหมายถึง เปลวไฟ ความแตกต่างทางความหมายของคำสองคำนี้เป็นเหตุทำให้เกิดความสวยงามและไม่น่าเบื่อ

ในทำนองเดียวกัน ความแตกต่างของประโยคสองประโยคคือ فَلَمَّا جاءَها และ فَلَمَّا أَتاها ในขณะที่ทั้งสองมีความหมายเดียวกัน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสวยงามและความเหมาะสมของประโยคแต่ละประโยคในทางภาษาเพราะในประโยคแรกใช้คำว่า سَآتيکُمْ และ آتيکُمْ เหมือนกันสองครั้งไปการจะใช้ فَلَمَّا أَتاها เป็นครั้งที่สามจึงไม่เหมาะสม

จากตรงนี้ การกล่าวซ้ำกันทั้งในทางรูปคำและความหมาย ไม่เพียงไม่เป็นเหตุทำให้เกิดความสับสนและขัดแย้งกันในเชิงภาษาแล้วยังอยู่ในกรอบของกฏเกณฑ์ของความสวยงามทางภาษาอีกด้วย ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันน่าอัศจรรย์ของกุรอานอีกด้วย

สรุปเนื้อหา

  • เป้าหมายของการกล่าวการซ้ำกันในเรื่องเล่าของกุรอาน ก็เพื่อสร้างการขบคิดและการใคร่ครวญให้เกิดขึ้นในหัวของผู้ฟังอีกทั้งยังเป็นการสำทับเตือนอยู่ตลอดเวลาเพื่อกันลืมพร้อมกันนั้นยังเป็นการเสริมสร้างพลังใจและพลังศรัทธาให้เกิดขึ้นกับบรรดาผู้ศรัทธาอีกด้วย

คำถามท้ายบท

  • เป้าหมายของการกล่าวคำซ้ำกันในแบบที่ซ้ำกันในเชิงรูปคำหรือประโยคและแบบที่ซ้ำกันในเชิงความหมายคืออะไร ?
  • แบบที่ซ้ำกันในเชิงรูปคำหรือประโยคในแบบที่ซ้ำกันในเชิงรูปคำหรือประโยคคืออะไร ?
  • แบบที่ซ้ำกันในเชิงความหมายคืออะไร ?

1.ความเชื่อนี้เกิดมาจากพื้นฐานความเชื่อทีว่า กุรอานไม่ได้ถูกประทานมาจากอัลลอฮ์แต่เป็นสิ่งที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) คิดขึ้นเองการกล่าวซ้ำนี้จึงเกิดมาจากความสับสนของท่านศาสดานั่งเอง (ผู้แปล)

Filed under: บทความ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: